พร้อมฟังข่าว
อุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์นี้ยังไม่รองรับการอ่านออกเสียง
การมีชื่อพ่อในสูติบัตรไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกกรณี โดยเฉพาะครอบครัวที่พ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลายคนจึงเกิดคำถามว่า หาก แจ้งเกิดลูกไม่มีชื่อพ่อในสูติบัตร ภายหลังสามารถเพิ่มชื่อพ่อและดำเนินการรับรองบุตรได้หรือไม่ รวมถึงหากมีข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด จะสามารถใช้การตรวจ DNA เข้ามาช่วยยืนยันได้อย่างไร
เรื่องนี้มีทั้งส่วนของงานทะเบียนและข้อกฎหมายที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะการมีชื่อพ่อในสูติบัตรกับการเป็น “บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย” เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ทำไมสูติบัตรบางฉบับจึงไม่มีชื่อพ่อ?
สาเหตุที่เด็กบางคนมีสูติบัตรโดยไม่มีชื่อบิดา อาจเกี่ยวข้องกับสถานะทางกฎหมายของพ่อแม่และข้อมูลที่ใช้ในการแจ้งเกิด โดยเฉพาะกรณีที่พ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ตามหลักกฎหมาย หากบิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส เด็กจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงฝ่ายเดียว ส่วนการทำให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาสามารถดำเนินการได้ตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด เช่น การจดทะเบียนรับรองบุตร หรือการมีคำพิพากษาของศาล
ดังนั้น การที่ไม่มีชื่อพ่อในสูติบัตรไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกได้ แต่ควรแยกให้ออกระหว่าง “ข้อมูลในสูติบัตร” กับ “สถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย”
“รับรองบุตร” คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
การรับรองบุตร คือกระบวนการตามกฎหมายที่ทำให้บิดามีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก ในกรณีที่เด็กไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาอยู่แล้ว
โดยทั่วไป การจดทะเบียนรับรองบุตรดำเนินการโดยให้บิดายื่นคำร้องต่อนายทะเบียน และต้องมีความยินยอมจากมารดาและเด็กตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมหรือไม่ให้ความยินยอม อาจต้องดำเนินการผ่านศาล
เมื่อการรับรองบุตรดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เด็กจะมีสถานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดากับบุตรในหลายด้าน
ลูกจะได้รับสิทธิอะไรหลังการรับรองบุตร?
การรับรองบุตรมีความสำคัญต่อสิทธิของเด็กในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบิดากับบุตร เช่น
- สิทธิในการรับมรดกจากบิดาตามกฎหมาย
- สิทธิและความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบิดากับบุตร
- สิทธิในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย
- การดำเนินการเกี่ยวกับชื่อสกุลของบุตรตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
- การใช้เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ทางกฎหมายในกรณีที่ต้องติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม สิทธิด้านสวัสดิการ การรักษาพยาบาล หรือสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานของบิดาอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกันไปตามประเภทของสิทธิและหน่วยงานนั้น ๆ จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมเป็นรายกรณี
ขั้นตอนจดทะเบียนรับรองบุตร กรณีพ่อแม่ตกลงกันได้

หากบิดาและมารดาสามารถตกลงกันได้ และเด็กสามารถให้ความยินยอมตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การดำเนินการสามารถทำผ่านนายทะเบียนได้
โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้
1. บิดายื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร
บิดาเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักงานเขตตามขั้นตอนที่กำหนด
2. มารดาและเด็กให้ความยินยอม
กฎหมายกำหนดให้เด็กและมารดาเด็กให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับรองบุตร หากไม่สามารถมาให้ความยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่ อาจใช้หนังสือให้ความยินยอมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้
3. นายทะเบียนตรวจสอบเอกสาร
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบตัวบุคคล เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ
4. ลงทะเบียนรับรองบุตร
เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข นายทะเบียนจะดำเนินการลงรายการในทะเบียนรับรองบุตร หรือ คร.11 ซึ่งเป็นแบบทะเบียนรับรองบุตรตามระบบงานทะเบียนครอบครัว
หมายเหตุ: ไม่ควรกำหนดตัวเลขว่าเด็กต้องมีอายุ 7–8 ปีขึ้นไปจึงจะให้ความยินยอมได้ เพราะหลักเกณฑ์ไม่ได้ควรสรุปเป็นตัวเลขดังกล่าวแบบตายตัว หากเด็กไม่สามารถให้ความยินยอมได้ อาจต้องใช้กระบวนการทางศาลตามกฎหมาย
ถ้าพ่อไม่ยินยอม หรือเด็กไม่สามารถให้ความยินยอมได้ ทำอย่างไร?
กรณีที่การจดทะเบียนรับรองบุตรไม่สามารถดำเนินการด้วยความยินยอมของฝ่ายที่กฎหมายกำหนด เช่น มารดาหรือเด็กไม่ให้ความยินยอม หรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนรับรองบุตรจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามกรณี
ตัวอย่างสถานการณ์ที่อาจต้องใช้กระบวนการทางศาล ได้แก่
- บิดาและมารดามีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการรับรองบุตร
- มารดาไม่ให้ความยินยอม
- เด็กไม่สามารถให้ความยินยอมได้
- มีข้อโต้แย้งว่าบุคคลที่ต้องการรับรองเป็นบิดาทางชีวภาพของเด็กหรือไม่
- ต้องการให้ศาลพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร
กรมการปกครอง ระบุว่า หากเด็กหรือมารดาไม่ให้ความยินยอม หรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล
เอกสารที่ควรเตรียมสำหรับการรับรองบุตร
เอกสารที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามสถานการณ์และเงื่อนไขของแต่ละกรณี แต่โดยทั่วไปควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลและความสัมพันธ์ เช่น
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวของบิดา
- บัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารแสดงตัวของมารดา
- เอกสารแสดงตัวของเด็กตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
- สูติบัตรของเด็ก
- หนังสือยินยอม หากมารดาหรือเด็กไม่สามารถมาให้ความยินยอมต่อหน้าเจ้าหน้าที่
- คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ในกรณีที่ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล
- หลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณี
กรมการปกครองระบุเอกสารสำหรับการจดทะเบียนรับรองบุตร รวมถึงเอกสารแสดงตัว หนังสือยินยอม คำสั่งศาล และพยานบุคคลตามหลักเกณฑ์ของงานทะเบียน
ดังนั้น ก่อนเดินทางไปสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ ควรตรวจสอบเอกสารกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง เพื่อป้องกันการเดินทางหลายรอบ
ตรวจ DNA พ่อลูกเกี่ยวข้องกับการรับรองบุตรอย่างไร?
ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด การ ตรวจ DNA พ่อลูก สามารถใช้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางชีวภาพระหว่างบุคคลที่คาดว่าเป็นบิดากับเด็ก
หลักการของ Paternity Testing คือการเปรียบเทียบสารพันธุกรรมของเด็กกับบุคคลที่ต้องการตรวจสอบความเป็นบิดา เพื่อดูความสอดคล้องทางพันธุกรรม
ข้อมูลจาก BCC ระบุว่า Paternity Testing สามารถตรวจหลังคลอดได้ โดยใช้ตัวอย่างจากกระพุ้งแก้มของเด็กและบิดาที่ต้องการตรวจ และผลตรวจมีความแม่นยำมากกว่า 99.9% ตามรูปแบบการตรวจที่ให้บริการ
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจเพื่อประกอบกระบวนการทางกฎหมาย ควรแจ้งวัตถุประสงค์ตั้งแต่ก่อนตรวจ เพราะการตรวจเพื่อใช้ทางกฎหมายมีขั้นตอนด้านการยืนยันตัวบุคคลและการเก็บตัวอย่างที่แตกต่างจากการตรวจเพื่อทราบผลส่วนบุคคล
หากต้องการดูรายละเอียดเกี่ยวกับ ตรวจ DNA พ่อลูก สามารถศึกษาข้อมูลบริการ Paternity Testing ได้ที่ BCC THAI LAND
ตรวจ DNA เพื่อใช้ทางกฎหมาย ต่างจากการตรวจทั่วไปอย่างไร?

การตรวจ DNA ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เหมือนกันทุกประเภท หากต้องการนำผลไปประกอบเรื่องทางกฎหมาย ควรเลือกการตรวจที่จัดทำขึ้นสำหรับวัตถุประสงค์ดังกล่าวตั้งแต่ต้น
การตรวจ DNA ทั่วไป
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นการส่วนตัว โดยอาจมีรูปแบบการเก็บตัวอย่างที่สะดวกกว่า
อย่างไรก็ตาม การตรวจลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำผลไปใช้แทนการตรวจที่มีขั้นตอนสำหรับวัตถุประสงค์ทางกฎหมายได้โดยอัตโนมัติ
การตรวจ DNA เพื่อใช้ทางกฎหมาย
การตรวจสำหรับวัตถุประสงค์ทางกฎหมายจะให้ความสำคัญกับการยืนยันตัวตนของผู้เข้ารับการตรวจ การเก็บตัวอย่างโดยเจ้าหน้าที่ และการควบคุมกระบวนการจัดการตัวอย่าง เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาของตัวอย่างได้
BCC ระบุว่า หากต้องการเอกสารรับรองผลเพื่อนำไปใช้ทางกฎหมาย สามารถร้องขอเพิ่มเติมได้ และกรณีดังกล่าวต้องเข้ารับการตรวจที่สถานที่ของบริษัทตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดังนั้น หากจุดประสงค์ของการตรวจคือการ ตรวจ DNA เพื่อใช้ทางกฎหมาย ควรแจ้งวัตถุประสงค์กับผู้ให้บริการก่อนเก็บตัวอย่างทุกครั้ง
สรุป แจ้งเกิดลูกไม่มีชื่อพ่อในสูติบัตร แก้ไขได้หรือไม่?
การ แจ้งเกิดลูกไม่มีชื่อพ่อในสูติบัตร ไม่ได้หมายความว่าภายหลังจะไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับสถานะความเป็นบิดาได้ หากบิดาและมารดาตกลงกันได้ สามารถดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรตามขั้นตอนของนายทะเบียน โดยต้องมีความยินยอมของเด็กและมารดาตามเงื่อนไขของกฎหมาย
แต่หากมีฝ่ายใดไม่ยินยอม หรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้ อาจต้องใช้กระบวนการทางศาล และในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสายเลือด การตรวจ DNA พ่อลูกสามารถเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางชีวภาพได้
หากต้องการตรวจเพื่อประกอบเรื่องทางกฎหมาย ควรเลือกการตรวจที่มีขั้นตอนยืนยันตัวบุคคลและการจัดการตัวอย่างอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผลตรวจสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา ตรวจ DNA พ่อลูก หรือ ตรวจ DNA เพื่อใช้ทางกฎหมาย สามารถศึกษารายละเอียด Paternity Testing ของ BCC และเงื่อนไขการตรวจได้ที่ https://www.bccgroup-thailand.com/paternity-testing/
หมายเหตุ: ขั้นตอน เอกสาร และเงื่อนไขทางทะเบียนอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรตรวจสอบกับสำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการจริง





เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น