พร้อมฟังข่าว
อุปกรณ์หรือเบราว์เซอร์นี้ยังไม่รองรับการอ่านออกเสียง
ปลาไทยหลายชนิดมีโอเมก้า-3 สูง และเป็นทางเลือกแทนปลาแซลมอนหรือปลานำเข้าได้ โดยกรมอนามัยระบุทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืดของไทยเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ที่ดี
อเมก้า-3 มีประโยชน์อะไร?
โอเมก้า-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA มีบทบาทต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท รวมถึงหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่
- ช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองและระบบประสาท
- ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
- ช่วยควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
- DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของจอประสาทตา
- มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพกระดูกและข้อต่อ
- มีบทบาทในกระบวนการควบคุมการอักเสบของร่างกาย
- มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและดวงตาของทารกในช่วงตั้งครรภ์
- เป็นไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องได้รับจากอาหาร เพราะร่างกายสร้างกรดไขมันโอเมก้า-3 บางชนิดเองไม่ได้
ข้อมูลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เผยแพร่ โดยอ้างอิงข้อมูลด้านโภชนาการ ระบุปริมาณโอเมก้า-3 ต่อ 100 กรัมของปลาไทยไว้ เช่น
| ปลาไทย | โอเมก้า-3 โดยประมาณ |
|---|---|
| ปลาสวาย | 2,111 มก. |
| ปลาทู | 1,636 มก. |
| ปลาช่อน | 1,052 มก. |
| ปลาอินทรี | 882 มก. |
| ปลาน้ำดอกไม้ | 765 มก. |
| ปลาเนื้ออ่อน | 622 มก. |
| ปลาดาบเงิน | 516 มก. |
| ปลากะพงแดง | 459 มก. |
| ปลาจะละเม็ดขาว | 430 มก. |
| ปลากะพงขาว | 360 มก. |
| ปลาดุกอุย | 258 มก. |
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปลาทู ซึ่งหาซื้อง่ายและนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ส่วน ปลาสวายและปลาช่อน ก็เป็นปลาน้ำจืดไทยที่มีโอเมก้า-3 ในระดับสูงตามตารางดังกล่าว ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องกินปลานำเข้าจากต่างประเทศก็ได้ เพราปลาในประเทศไทยก็มีโอเมก้า 3 ไม่น้อยไปกว่าปลาจากต่างประเทศเหมือนกัน
เคล็ดลับการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด: แนะนำให้เลือกสลับหมุนเวียนกินปลาให้หลากหลาย และเน้นวิธีปรุงแบบ ต้ม นึ่ง อบ หรือย่างมากกว่าการทอดน้ำมันท่วม เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับไขมันไม่ดีเพิ่มเข้าสู่ร่างกายค่ะ





เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น